วิธีเลือก Hosting ที่ดี และเหมาะสำหรับเว็บไซต์ของคุณ
นี่คือสิ่งที่คุณต้องรู้เกี่ยวกับวิธีเลือกเว็บโฮสติ้ง (Web Hosting) มีตัวเลือกผู้ให้บริการเว็บโฮสติ้งมากมาย คุณจะได้รู้ว่าเว็บโฮสที่คุณจะเลือกนั้นดีไหม ที่จะใช้ทำเว็บไซต์ของคุณ มีราคาและฟังก์ชันที่หลากหลายจากผู้ให้บริการเว็บโฮสติ้ง การรู้ว่าคุณต้องการอะไร มีเว็บโฮสติ้งประเภทใดบ้าง ข้อควรพิจารณาในการเลือก และสิ่งที่ควรถามผู้ให้บริการเว็บโฮสติ้งจะช่วยให้คุณพบผู้ให้บริการเว็บโฮสติ้งที่เหมาะกับเว็บไซต์ธุรกิจของคุณ
สำหรับผู้เรียนรู้ใหม่ก่อนอื่นไปรู้จักกับเว็บโฮสติ้งกันก่อนว่าคืออะไร ส่วนใครที่รู้แล้วก็ข้ามไปดูวิธีเลือกเว็บโฮสติ้ง (Web Hosting) กันได้เลย
เว็บโฮสติ้ง (Web Hosting) คืออะไร
เว็บโฮสติ้ง (Web Hosting) คือบริการที่ให้ผู้ใช้สถานที่บนเซิร์ฟเวอร์สำหรับเก็บไฟล์และข้อมูลของเว็บไซต์ เพื่อให้เว็บไซต์สามารถเข้าถึงและแสดงผลบนอินเทอร์เน็ตได้
เว็บโฮสติ้งมักจะมีพื้นที่บนเซิร์ฟเวอร์สำหรับเก็บไฟล์เว็บไซต์ รวมถึงการจัดเก็บข้อมูลที่เกี่ยวข้อง เช่น รูปภาพ เอกสาร เมล์ ฐานข้อมูล และไฟล์สคริปต์ต่างๆ นอกจากนี้ เว็บโฮสติ้งยังให้บริการความเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตและเครือข่าย เพื่อให้ผู้ใช้สามารถเข้าถึงเว็บไซต์ได้ผ่านทางเว็บเบราว์เซอร์
ผู้ใช้งานที่ต้องการเปิดเว็บไซต์บนอินเทอร์เน็ตจำเป็นต้องเช่าบริการเว็บโฮสติ้งจากผู้ให้บริการโฮสติ้ง เช่น บริษัทโฮสติ้ง เพื่อให้เว็บไซต์ของตนสามารถออนไลน์และเข้าถึงได้ตลอดเวลา ผู้ให้บริการโฮสติ้งจะดูแลรักษาเซิร์ฟเวอร์และความปลอดภัยของข้อมูลเพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถใช้งานเว็บไซต์ได้ตลอดเวลาโดยไม่มีปัญหา
วิธีเลือกเว็บโฮสติ้ง (Web Hosting) ที่ดี และเหมาะสมสำหรับเว็บไซต์ของคุณ
1. กำหนดประเภทโฮสติ้งที่คุณต้องการ

มีเว็บโฮสติ้งประเภทต่างๆ มากมาย และการเลือกประเภทที่เหมาะกับความต้องการของคุณ เป็นส่วนสำคัญในการตั้งค่าเว็บไซต์ของคุณเพื่อความสำเร็จในระยะยาว มาดูกันว่ามีโฮสติ้งประเภทใหนบ้าง และพิจารณาความเหมาะสมที่คุณต้องการ
Shared hosting
Shared hosting คือรูปแบบการโฮสติ้งเว็บไซต์ที่มีเซิร์ฟเวอร์เดียวกันใช้งานร่วมกันโดยผู้ใช้หลายคน ในรูปแบบนี้ เซิร์ฟเวอร์เดียวกันจะใช้ทรัพยากรร่วมกัน เช่น พื้นที่จัดเก็บข้อมูล แบนด์วิดท์ หรือความจุของหน่วยประมวลผล เป็นต้น
ผู้ใช้แต่ละคนจะได้รับส่วนจัดสรรของทรัพยากรและการใช้งานของเซิร์ฟเวอร์ แต่จะมีการจำกัดและการควบคุมทรัพยากรรวม เมื่อมีผู้ใช้งานที่มากขึ้น อาจเกิดปัญหาในการประสิทธิภาพและประสิทธิผลของเซิร์ฟเวอร์ หรือการแบ่งปันทรัพยากรที่ไม่เพียงพอ
โดยทั่วไปแล้ว Shared hosting เหมาะสำหรับเว็บไซต์ที่มีปริมาณการเข้าชมปานกลางถึงสูง หรือสำหรับเว็บไซต์ที่มีการใช้งานทรัพยากรไม่มากนัก เช่น เว็บไซต์ส่วนตัว บล็อก หรือธุรกิจขนาดเล็ก ที่มีการใช้งานทรัพยากรระดับพื้นฐาน
ข้อดีของ Shared hosting:
- ราคาประหยัด
- ความสะดวกสบายในการดูแลรักษา
- มีเครื่องมือและแอปพลิเคชันที่ใช้งานง่ายในการจัดการเว็บไซต์
ข้อเสียของ Shared hosting:
- ข้อจำกัดในทรัพยากรที่ใช้งานได้
- ประสิทธิภาพของเว็บไซต์อาจช้าลงหากมีผู้ใช้งานอื่นๆ ใช้ทรัพยากรมาก
- ความจำเป็นในการแบ่งปันทรัพยากรกับผู้ใช้งานอื่น
- ความเสี่ยงด้านความปลอดภัยอาจเพิ่มขึ้นเนื่องจากการใช้ทรัพยากรร่วมกัน
VPS hosting
VPS (Virtual Private Server) hosting หรือโฮสติ้งแบบเซิร์ฟเวอร์เสมือนส่วนตัวคือการให้บริการโฮสติ้งเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชันบนเซิร์ฟเวอร์ที่ถูกแบ่งปันเป็นหลายส่วนเสมือน ๆ กัน แต่แต่ละส่วนจะมีทรัพยากรและความเป็นส่วนตัวที่เฉพาะเจาะจง ทำให้แต่ละ VPS ทำงานเหมือนเป็นเซิร์ฟเวอร์ที่แยกกันอย่างแท้จริง ซึ่งทำให้ผู้ใช้งานสามารถใช้และควบคุมระบบปฏิบัติการและแอปพลิเคชันบน VPS นั้นได้โดยเฉพาะเจาะจงตามต้องการของตนเอง โดย VPS จะมีคุณสมบัติที่คล้ายกับการใช้งานเซิร์ฟเวอร์ด้วยระบบปฏิบัติการแยกต่างหากได้รับการแบ่งปันบนระบบฮาร์ดแวร์เดียวกัน
ผู้ใช้งาน VPS สามารถจัดการและปรับแต่งระบบปฏิบัติการ เช่น การติดตั้งซอฟต์แวร์หรือแพตช์ระบบปฏิบัติการ และควบคุมทรัพยากรเซิร์ฟเวอร์ เช่นการกำหนดค่าแรม พื้นที่ดิสก์ หรือแบนด์วิดธ์ ได้อย่างอิสระ นอกจากนี้ยังมีความปลอดภัยและความเสถียรที่สูงกว่าการใช้งานโฮสติ้งแบบแบ่งปัน (Shared hosting) ซึ่งร่วมใช้ทรัพยากรบนเซิร์ฟเวอร์เดียวกันกับผู้ใช้งานอื่น ๆ ในขณะเดียวกัน
VPS hosting เหมาะสำหรับผู้ใช้งานที่ต้องการระดับความเสถียรและประสิทธิภาพที่สูงกว่าการใช้งานโฮสติ้งแบบแบ่งปัน แต่ยังไม่ต้องการทรัพยากรเซิร์ฟเวอร์ที่แยกต่างหากอย่างสมบูรณ์ที่สุดของตนเอง ราคา VPS hosting จะสูงกว่า shared hosting แต่ยังมีราคาที่เป็นไปได้สำหรับผู้ใช้งานระดับกลางถึงขั้นสูง
ข้อดีของ VPS hosting:
- ความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยสูง
- ความยืดหยุ่นในการปรับแต่งและกำหนดค่าตามต้องการ
- ประสิทธิภาพสูงกว่า Shared hosting
- มีระดับการสนับสนุนที่ยืดหยุ่นและคุณภาพสูง
ข้อเสียของ VPS hosting:
- มีค่าใช้จ่ายสูงกว่า Shared hosting
- ความซับซ้อนในการติดตั้งและการจัดการ
- ต้องมีความรู้และทักษะพื้นฐานในการดูแลรักษาเซิร์ฟเวอร์
- การใช้ทรัพยากรมากขึ้นอาจส่งผลให้มีปัญหาเกี่ยวกับประสิทธิภาพเว็บไซต์
Cloud hosting
Cloud hosting คือรูปแบบของการโฮสติ้งเว็บไซต์ที่ใช้ทรัพยากรจากกลุ่มของเซิร์ฟเวอร์ที่แบ่งแยกอยู่ที่ต่างกันและตั้งอยู่ในโครงข่ายคลาวด์ (cloud) ซึ่งเป็นระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตที่ใช้งานร่วมกันระหว่างเซิร์ฟเวอร์หลายๆ เครื่อง เซิร์ฟเวอร์เหล่านี้สามารถทำงานร่วมกันเพื่อให้บริการเว็บไซต์ของคุณ
ในระบบ Cloud hosting ทรัพยากรเช่นพื้นที่ดิสก์ แรม และหน่วยประมวลผลจะถูกแบ่งแยกออกเป็นส่วนย่อยๆ และจัดเก็บอยู่ในเซิร์ฟเวอร์หลายๆ เครื่อง ซึ่งทำให้มีความยืดหยุ่นในการเพิ่มหรือลดทรัพยากรตามความต้องการของเว็บไซต์
Cloud hosting มีระบบตัวจัดการทรัพยากร (Resource Management System) ที่ช่วยให้คุณสามารถจัดการและควบคุมทรัพยากรได้อย่างอัตโนมัติ รวมถึงมีความยืดหยุ่นในเรื่องการแบ่งเบาภาระ (load balancing) และสำรองข้อมูล (data backup) เพื่อให้เว็บไซต์ของคุณมีการทำงานอยู่เสมอและปลอดภัยไว้ในกรณีเกิดเหตุขัดข้องในเครื่องเซิร์ฟเวอร์หนึ่งเครื่อง
ข้อดีของ Cloud hosting ได้แก่:
- มีความยืดหยุ่นสูงและสามารถปรับขนาดทรัพยากรได้ตามความต้องการ
- มีความเสถียรและเป็นระบบที่มีการสำรองข้อมูลอย่างเป็นระเบียบ
- ระบบอัตโนมัติในการจัดการทรัพยากรและความเร็วในการเพิ่มรายการทรัพยากร
- มีความปลอดภัยและความเชื่อถือในการให้บริการ
อย่างไรก็ตาม ข้อเสียของ Cloud hosting อาจเป็นการพิจารณาดังนี้:
- มีค่าใช้จ่ายที่สูงกว่าการโฮสติ้งแบบอื่น ๆ
- ขึ้นอยู่กับการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตเพื่อเข้าถึงทรัพยากรในคลาวด์
- ผู้ใช้งานอาจได้รับผลกระทบจากปัญหาเกี่ยวกับความเสถียรของการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต
Dedicated hosting
Dedicated hosting คือรูปแบบของการโฮสติ้งเว็บไซต์ที่คุณได้รับเซิร์ฟเวอร์ที่ถูกจัดสรรไปใช้งานเพียงอย่างเดียว คุณจะไม่ต้องแบ่งแยกทรัพยากรกับผู้ใช้งานอื่นๆ ซึ่งเซิร์ฟเวอร์ดังกล่าวจะเป็นของคุณเท่านั้น ซึ่งทำให้คุณมีความสามารถในการควบคุมและปรับแต่งทรัพยากรที่มีอยู่บนเซิร์ฟเวอร์ได้อย่างเต็มที่
รูปแบบนี้เหมาะสำหรับเว็บไซต์ที่ต้องการระดับความเร็วและประสิทธิภาพสูง หรือเว็บไซต์ที่มีการใช้งานทรัพยากรมาก เช่น เว็บไซต์อีคอมเมิร์ซหรือแพลตฟอร์มออนไลน์ที่มีการจัดการข้อมูลมาก
คุณจะได้รับการควบคุมทั้งหมดของเซิร์ฟเวอร์ เช่น การเลือกและติดตั้งระบบปฏิบัติการที่คุณต้องการ การกำหนดค่าระบบที่เหมาะสมกับความต้องการของคุณ และการจัดการความปลอดภัยของเซิร์ฟเวอร์นั้นเอง
อย่างไรก็ตาม รูปแบบ Dedicated hosting มักมีราคาสูงกว่ารูปแบบอื่นๆ เนื่องจากคุณจะต้องชำระค่าเช่าเซิร์ฟเวอร์ทั้งหมดและรับผิดชอบในการดูแลรักษาและการดูแลเซิร์ฟเวอร์ด้วยตัวเองหรือเช่าบริการการดูแลเสริมจากผู้ให้บริการ
ข้อดีของ Dedicated hosting:
- ประสิทธิภาพสูง
- ความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยสูง
- ความยืดหยุ่นในการปรับแต่งและควบคุมทรัพยากร
ข้อเสียของ Dedicated hosting:
- มีราคาสูงกว่ารูปแบบอื่นๆ
- ความซับซ้อนในการดูแลรักษาเซิร์ฟเวอร์
- ต้องรับผิดชอบในการดูแลและบำรุงรักษาเซิร์ฟเวอร์เองหรือจ่ายค่าบริการการดูแลเสริม
2. เปรียบเทียบราคากับงบประมาณของคุณ
ธุรกิจขนาดเล็กจำนวนมากหันมาใช้โฮสติ้งที่ใช้ร่วมกัน (Shared hosting) เพื่อประหยัดเงิน แต่ด้วยราคาที่ถูกกว่าจึงมีความเสี่ยงมากขึ้นจากเวลาตอบสนองของเว็บไซต์ที่อาจจะช้าได้ แต่ก็ไม่เสมอไปสำหรับเว็บไซต์ขนาดเล็กถึงขนาดกลางก็เหมาะสมที่จะใช้งานเหมือนกัน ขึ้นอยู่กับการเลือกผู้ให้บริการแลัปัจจัยอื่นๆด้วย สำหรับเว็บใหม่ซึ่งมีการใช้งานยังไม่เยอะมาก แนะนำให้เริ่มจาก Shared hosting ก่อน เพื่อไม่ให้เสียเงินมากโดยไม่จำเป็น หากอนาคตต้องการอัพเกรดก็ไม่ได้เสียหายอะไรมากมาย
ส่วนตัวเลือกอื่นอย่างเช่น เซิร์ฟเวอร์ส่วนตัวเสมือน (VPS) ที่มีราคาแพงกว่าเล็กน้อย แต่ให้ประสิทธิภาพเว็บที่รวดเร็วกว่าและมีคุณภาพสูงกว่า และมอบประสบการณ์ที่ดียิ่งขึ้นแก่ลูกค้า โฮสติ้ง VPS เป็นตัวเลือกที่มีประสิทธิภาพมากกว่า แต่ก็เหมาะสำหรับเว็บไซต์ขนาดใหญ่ที่มีจำนวนการใช้งานสูง
3. คุณลักษณะด้านความปลอดภัย
การรักษาความปลอดภัยของเว็บไซต์ของคุณควรมีความสำคัญสูงสุด สำหรับบริษัทผู้ให้บริการพื้นที่เว็บของคุณ เซิร์ฟเวอร์ที่โฮสต์เว็บไซต์ควรติดตั้งไฟร์วอลล์ที่ทรงพลัง และควรได้รับการตรวจสอบอย่างต่อเนื่องโดยบริษัทโฮสติ้งสำหรับกิจกรรมที่ผิดปกติ หรือการบุกรุกที่ไม่ได้รับอนุญาต บริษัทเว็บโฮสติ้งของคุณควรสนับสนุนใบรับรอง SSL (Secure Socket Layer) ซึ่งเป็นชั้นความปลอดภัยพิเศษที่เข้ารหัสข้อมูลที่เดินทางระหว่างเซิร์ฟเวอร์และเบราว์เซอร์ของผู้ใช้ SSL กำลังกลายเป็นหลักปฏิบัติมาตรฐานสำหรับทุกเว็บไซต์และเป็นสิ่งจำเป็นหากคุณขายผลิตภัณฑ์หรือรับชำระเงินในเว็บไซต์ของคุณ
4. ให้ความสำคัญกับความเร็ว
ผู้ใช้คาดหวังว่าเว็บไซต์ของคุณจะโหลดภายใน 2 วินาที หากใช้เวลานานกว่านี้ พวกเขามีแนวโน้มที่จะจากไป และ Google ยังใช้ความเร็วของหน้าเว็บเป็นปัจจัยในการจัดอันดับ ดังนั้นประสิทธิภาพของเว็บไซต์ที่ช้าอาจส่งผลเสียต่ออันดับการค้นหาของคุณ รวมทั้งทำให้ลูกค้าหนีไปด้วย แม้ว่าความเร็วของเว็บไซต์จะได้รับผลกระทบจากปัจจัยต่างๆ หลายประการ การมีผู้ให้บริการเว็บโฮสติ้งที่มีเซิร์ฟเวอร์ที่รวดเร็วและหน่วยความจำและพลังการประมวลผลที่เพียงพอ เพื่อรองรับความเร็วหน้าเว็บที่รวดเร็วนั้นเป็นสิ่งสำคัญสำหรับทุกธุรกิจ
5. ตรวจสอบรายการคุณสมบัติของโฮส
ความจริงก็คือไม่มีเว็บโฮสต์ขนาดเดียวที่เหมาะกับทุกคน แต่มีโฮสต์เว็บที่เหมาะสมสำหรับคุณ วิธีที่ดีที่สุดในการเลือกโฮสต์เว็บคือการรู้ว่าคุณต้องการอะไรจากผู้ให้บริการ ซึ่งเป็นเหตุผลที่เราแนะนำให้ทำรายการตรวจสอบคุณสมบัติของโฮส ต่อไปนี้คือปัจจัยบางประการที่คุณควรคำนึงถึง
- พื้นที่เก็บข้อมูล (หรือที่เรียกว่าพื้นที่ดิสก์) – คุณต้องการพื้นที่เก็บข้อมูลเท่าใด พื้นที่เก็บข้อมูลน้อยเกินไปจะจำกัดการเติบโตของคุณ
- SSD – มองหาที่เก็บข้อมูล SSD ซึ่งดีกว่าที่เก็บข้อมูลปกติเพราะเร็วกว่าและเพิ่มประสิทธิภาพของไซต์ของคุณ
- แบนด์วิดธ์ – คุณคาดหวังปริมาณการใช้ข้อมูลเท่าใด การมีแบนด์วิธไม่เพียงพอหมายความว่าเว็บไซต์ของคุณอาจล่มได้หากมีผู้เข้าชมมากเกินไป
- RAM - คุณต้องการหน่วยความจำเท่าใด นี้เก็บข้อมูลเพื่อให้สามารถเข้าถึงได้อย่างรวดเร็วปรับปรุงประสิทธิภาพ ยิ่งรันโปรแกรมมาก ยิ่งต้องใช้ RAM มาก
- จำนวนเว็บ – คุณต้องโฮสต์สำหรับกี่เว็บไซต์ แผนพื้นฐานมักจะอนุญาตสำหรับเว็บไซต์เดียวเท่านั้น
- เครื่องมือการใช้ – คุณมีการตั้งค่าแผงควบคุมหรือไม่? โฮสต์เว็บส่วนใหญ่ใช้ cPanel แต่บางโฮสต์ใช้แผงควบคุมที่กำหนดเอง
- การสำรองข้อมูล - มีการสำรองข้อมูลฟรีหรือไม่? หรือต้องจ่ายเพิ่ม? มีการสำรองข้อมูลอย่างสม่ำเสมอเพียงใด?
- SSL (Secure Sockets Layer) – ทุกวันนี้ หากโฮสต์เว็บไม่มี SSL ฟรีให้ใช้งานฟรีในแผนบริการทั้งหมด ให้ถือว่าสิ่งนี้เป็นสัญญาณสีแดง คุณควรตรวจสอบว่าคุณสามารถซื้อ SSL ขั้นสูงผ่านโฮสต์เว็บของคุณในภายหลังได้หรือไม่ ถ้าคุณต้องการความปลอดภัยที่ดีกว่า
- การย้ายข้อมูล - คุณต้องการบริการการย้ายข้อมูลหรือไม่? หากคุณโฮสต์เว็บไซต์ไว้ที่อื่นอยู่แล้ว คุณจะต้องย้ายเว็บไซต์นั้น โฮสต์เว็บใหม่ของคุณเสนอการโยกย้ายฟรีหรือไม่? พวกเขาจัดการกระบวนการให้คุณมากแค่ไหน?
6. การ Support ลูกค้า ของผู้ให้บริการ
เมื่อดูผู้ให้บริการเว็บโฮสติ้ง ให้มองหาวิธีติดต่อฝ่ายสนับสนุนลูกค้าของผู้ให้บริการเสมอ คุณสามารถติดต่อพวกเขาอย่างรวดเร็วและง่ายดายผ่านทางอีเมล แชท หรือโทรศัพท์ได้หรือไม่ ถ้าใช่ก็ถือว่าเยี่ยมมาก ดูว่าฝ่ายสนับสนุนลูกค้าตอบคำถามของคุณอย่างไร เพื่อให้คุณสามารถประเมินคุณภาพของการบริการลูกค้าที่พวกเขามอบให้ อย่าลืมดูคุณลักษณะการ Support แต่ละอย่างก่อนที่คุณจะซื้อบริการใดๆ เพื่อดูว่าตรงกับความต้องการของคุณหรือไม่
7. อ่านรีวิวของผู้ให้บริการเว็บโฮสติ้ง
อ้างอิงถึงเว็บไซต์ที่มีชื่อเสียง เมื่อทำการพิจารณาความน่าเชื่อถือของโฮสต์เว็บ การหาข้อมูลบริษัทที่ให้บริการเว็บโฮสติ้ง ผ่านรีวิวของบุคคลที่สามนั้นมีประโยชน์ในการค้นหาปัญหา หรือข้อร้องเรียนที่สอดคล้องกันจากผู้ใช้ปัจจุบันหรือผู้ใช้ในอดีต ให้ความสนใจกับวิธีที่ผู้ให้บริการเว็บโฮสติ้งตอบสนองต่อข้อร้องเรียน สิ่งนี้จะทำให้คุณเข้าใจว่าผู้ให้บริการโฮสติ้งจัดการกับลูกค้าที่ไม่พึงพอใจอย่างไร
8. อ่านข้อกำหนดในการให้บริการ
คนส่วนใหญ่ยอมรับข้อกำหนดในการให้บริการของบริษัทโดยไม่อ่านให้ละเอียดว่าตกลงอะไร ซึ่งส่งผลให้มีค่าธรรมเนียม นโยบายและข้อจำกัดที่ไม่ต้องการซึ่งคุณต้องทราบ ข้อกำหนดในการให้บริการมักจะรวมถึงนโยบายการคืนเงิน ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญมากที่ต้องทราบในกรณีที่คุณมีประสบการณ์เชิงลบ ไม่พึงพอใจ หรือพบบริการที่ดีกว่าในภายหลัง คุณจะสามารถขอคืนเงินได้โดยไม่ต้องเสียเงินไปฟรีๆ
สรุป
การเลือกโฮสต์เว็บอาจรู้สึกลำบากใจในตอนแรก เพราะมีให้เลือกมากมาย และทุกแห่งเสนอแพ็คเกจ ราคา และคุณสมบัติที่แตกต่างกัน เป็นการยากที่จะแยกแยะข้อดีและข้อเสียท่ามกลางความสับสน สิ่งที่เราได้แนะนำคุณไปจะช่วยให้คุณตัดสินใจได้ง่ายขึ้น รวมถึงช่วยลดความเสี่ยงต่างๆได้มากอย่างแน่นอน